Skip to main content

ทำไมต้อง “ทักทาย”

TAKTAI อ่านว่า “ทักทาย”  ตามความหมายในพจนานุกรมหมายถึง “การไต่ถามถึงความเป็นอยู่หรือทุกข์สุขอย่างเป็นกันเอง” ซึ่งกริยานี้ถูกนำมาใช้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เพื่อแสดงถึงความเป็นมิตร หรือแสดงถึงความมีน้ำใจไมตรีต่อกัน อย่างเช่น ในสังคมไทยเราใช้ “การไหว้” เป็นสัญลักษณ์แทนการทักทาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมและเป็นมิตรกับผู้อื่นนั่นเอง แต่ ทักทาย ในแบบฉบับของเราถูกขยายความให้กว้างขึ้น จากมนุษย์กับมนุษย์ ไปสู่มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ด้วยรูปแบบของการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้จักใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้เกิดมูลค่าสูงสุด ด้วยวิธีการที่ไร้พิษภัยต่อธรรมชาติ อาทิ การใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ ที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ เป็นต้น เราอยากเชิญท่านเข้ามาสัมผัส และทำความรู้จัก ทักทาย แล้วจะเข้าใจว่า ทักทายนั้นไร้พิษภัย และพร้อมที่จะเป็นมิตรกับท่านและโลกใบนี้อย่างแท้จริง

กว่าจะได้มา “ทักทาย” กัน

จุดเริ่มต้นของ ทักทาย มาจากจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อยากมีส่วนช่วยดูแลรักษา และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกใบนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เรามองเห็นคือ เมืองไทยมีวัตถุดิบจากธรรมชาติมากมาย รวมทั้งที่เหลือใช้จากภาคเกษตรกรรม อาทิ ใบสับปะรด ต้นกล้วย ต้นไผ่ ใยกัญชงและข่า เป็นต้น ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้สามารถนำมาพัฒนาให้กลายเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ จากแนวคิดนี้จึงก่อให้เกิดการค้นคว้าวิจัย เพื่อหาวิธีพัฒนาเส้นใยจากธรรมชาติเหล่านี้ให้มีความคงทน ยืดหยุ่น เหมาะสมที่จะนำมาถักทอเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้สวมใส่สบาย และมีคุณสมบัติเด่นในด้านอื่นๆ ที่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันรังสียูวี ดูดซับน้ำ และระบายความร้อนได้ดี เป็นต้น

นวัตกรรมสิ่งทอสีเขียว

เมื่อได้เส้นใยที่มีคุณภาพแล้วก็ยังต้องคำนึงถึงขั้นตอนในการทอ ซึ่งจะต้องเป็นไปด้วยความประณีตบรรจง จากอดีตสู่ปัจจุบันการใช้เครื่องทอผ้าด้วยมือเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันดี อยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากการทอผ้าเป็นลวดลายตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น แล้วนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าหรือข้าวของเครื่องใช้ที่สวยงาม เมื่อมีการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรอันทันสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตให้เพียง พอต่อกระแสความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นิยมใส่เสื้อผ้าที่มาจากเส้นใยธรรมชาติมากขึ้น เราจึงต้องคำนึงถึงคุณค่าแห่งงานหัตถกรรมแบบดั้งเดิมให้คงอยู่บนพื้นฐานของ ความเรียบง่าย ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วผสมผสานเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ให้เกิดเป็นความสวยงามอย่างไทย โดยไม่ทำร้ายหรือทำลายธรรมชาติ

เส้นใยธรรมชาติ (Eco Fibers)

ปัจจุบันเส้นใยธรรมชาติที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นยังมีข้อจำกัดมากมายในการผลิต โดยเรายังคงเดินตามความตั้งใจโดยการส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบจากเส้นใยธรรมชาติในท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อลดปริมาณการนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในวันนั้นจนมาถึงวันนี้การเดินทางไม่ได้ผ่านมาด้วยความ เรียบง่าย แต่เราเดินผ่านอุปสรรคและปัญหามากมาย จนมาพบกับความสำเร็จขั้นหนึ่งในวันนี้ แต่ ทักทาย จะไม่หยุดยั้งการพัฒนาเพื่อสรรหาสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มาสู่มือผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพราะเราเชื่อมั่นว่า เมื่อใดก็ตามที่เราใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับธรรมชาติ รู้จักใช้ทรัพยากรแต่ละอย่างด้วยความพอเพียงและเหมาะสม ธรรมชาติก็จะไม่มีวันทำร้ายเรา ทำให้เราซึ่งเป็นเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เพียงเสี้ยวหนึ่งของธรรมชาติได้อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

จุดเด่นของ ทักทาย

ความเรียบง่าย และลวดลายการถักทออันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อผ้า ที่ทักทอขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าใยไผ่ ผ้าใยกัญชง ผ้าใยกล้วย ผ้าใยตะไคร้ ผ้าใยข่า อีกทั้งสีสันที่เกิดขึ้นก็เป็นสีจริงจากธรรมชาติของเส้นใยชนิดนั้นๆ ไม่มีการใช้สารเคมีเจือปน จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าทุกชิ้นของเรา ล้วนเป็นสินค้าออร์แกนิกส์ทั้งสิ้น เพราะเราใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนของการเริ่มลงมือปลูกเพื่อใหได้วัตถุดิบที่ปลอด สารเคมีแท้จริง เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นสิ่งทอ ตั้งแต่การแยกเส้นใย การปั่นเป็นเส้นด้าย รวมไปจนถึงการทักทอเป็นผืนผ้า ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ปลอดสารเคมี ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ทักทาย คือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้อย่างแท้จริง

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์

เมืองไทยนั้นเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย จึงได้ชื่อว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” หากมองย้อนไปในอดีตจะเห็นว่า คนไทยมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาโดยตลอด นิยมปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ เพราะสะดวกทั้งเรื่องแหล่งอาหาร การเพาะปลูก การคมนาคมขนส่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยสายน้ำในการดำรงชีวิตทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนในรูปของแบบของงานศิลปะวัฒนธรรมและขนบ ประเพณีต่างๆ อาทิ งานหัตถศิลป์อย่าง ปลาตะเพียนสาน ของเล่นโบราณเรียบง่าย แต่ทรงคุณค่าของบรรพบุรุษ ที่ใช้ภูมิปัญญาในการประดิษฐ์วัสดุธรรมชาติ เพื่อเลียนแบบสิ่งมีชีวิตที่คุ้นเคย ด้วยความเชื่อที่ว่าปลาตะเพียนคือ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นปลาที่มีลักษณะปราดเปรียว ว่องไว ร่าเริง ชอบว่ายน้ำตลอดเวลา คนโบราณจึงนิยมนำปลาตะเพียนสาน มาแขวนไว้เหนือเปลเด็กในระดับสายตา เพื่อทำให้เด็กเพลิดเพลินไม่ร้องงอแง อีกทั้งยังเป็นการอวยพรให้เด็กเลี้ยงง่าย เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร ดังคำลงท้ายของชื่อปลา วัสดุที่นิยมนำมาใช้สานปลาตะเพียนนั้นเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติ เช่น ใบลาน ทางมะพร้าว ใบตาล เป็นต้น

ทักทายกับปลาตะเพียน

ปลาตะเพียนสาน ที่เคยเป็นความทรงจำอันพร่าเลือนของคนยุคปัจจุบัน ได้ถูกปลุกขึ้นมาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยการส่งผ่านแรง บันดาลใจจากการสานใบลานถักทอเพื่อเป็นของเล่น ไปสู่เทคนิคการสอดประสานเส้นใยจากวัสดุเหลือใช้ในธรรมชาติ ถักทอให้กลายเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ปลาตะเพียนที่เคยกวัดแกว่งอยู่เหนือเปล ก็จะได้มีโอกาสมาแหวกว่าย เป็นลวดลายอยู่บนเครื่องแต่งกายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อวดโฉมความเป็นไทยให้โลกรู้ว่า คนไทยไม่เคยลืมภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของบรรพบุรุษ และพร้อมที่จะอนุรักษ์สิ่งดีงามควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อ ต่อยอดภูมิปัญญาไทยให้ทันสมัยอยู่เสมอ